เทคโนโลยีในอนาคตธุรกิจบนโมเลกุล Next-generation Gene Expression Array

ธุรกิจบนโมเลกุลเทคโนโลยีใหม่

สิบปีที่ผ่านมา ผู้เขียนตื่นเต้นที่ได้เห็นเทคโนโลยี ภาพวินิจฉัย ที่เอาเตียงผู้ป่วยเข้าอุโมงค์ไปทั้งตัว TOMOGRAPHY
ทำให้เห็นภาพตัดทางขวางของอวัยวะทั้งหมดในร่างกาย เหมือนเทคนิค X-ray ยุคใหม่
แต่สำหรับแล็บเทคนิคการแพทย์ยุคใหม่ในอนาคต คงมีเรื่องตื่นเต้น
เพราะจะมีเครื่องวินิจฉัยทางโมเลกุลเทคโนโลยีเข้าไทยเป็น genetic IVD tests
เนื่องจากผู้ผลิตจำหน่ายชั้นนำจำนวนมากได้วิจัยและพัฒนา
แข่งขันกันสะสมข้อมูลและชิ้น genetic probe ที่เที่ยงตรงและแม่นยำ
ที่จะวิเคราะห์ DNA “lab-on-a-chip” อย่างต่อเนื่อง NIH ของรัฐบาลสหรัฐสนับสนุนสุดตัว
ให้งบวิจัยมากมายกับการค้นคว้า ยีนส์มนุษย์ และชิ้นยีนส์บ่งชี้โรค SNPs
ประกอบกับหน่วย CDC และ FDA ตั้งคณะบุคคลเข้าดำเนินงานตรวจข้อกำหนดคุณภาพ
หากผลิตภัณฑ์บริษัทผ่านข้อกำหนด (อย. อเมริกา) ก็สามารถผลิตออกจำหน่ายได้

ตัวอย่างบริษัท Molecular Diagnostics International (MDI; Heartfordshire,UK)
เป็นหนึ่งใน หลายๆบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีตรวจวัดมะเร็งเต้านม  breast cancer ระยะเริ่มเป็น
พัฒนาการตรวจทาง genetic marker และตรวจมะเร็งมดลูก

ผอ.ของ บริษัท Clinical Micro Sensors Inc. กล่าวว่า ข้อดี 3 ข้อ
ของ Molecular Diagnostics คือ  ตรวจได้ผลเร็ว (ได้ผลไปในทันที  ไม่ต้องรอนาน)
ผลชี้โรคถูกต้อง  และ วิธีตรวจสะดวก (ใครๆก็ฝึกทำได้) เป็นที่ต้องตาต้องใจลูกค้า
ตัวอย่าง บริษัท Vysis’s GenoSensor System ของสหรัฐ  เสนองานวิจัย Genomic arrays,
ทั้งเครื่องมือ และน้ำยา ที่สมบูรณ์ เพื่อตรวจจับ โรคเป้าหมาย

ตัวอย่าง บริษัท Vysis’s GenoSensor System ยังได้ ร่วมมือกับ บริษัท EOS Biotechnology ทวนสอบคุณภาพ Genomic Technology ใหม่
เป็น DNAZ chips ผลิตโดย บริษัท Affymetrix ใช้ตรวจ สารบ่งชี้มะเร็งเต้านม
ขณะเดียวกัน บริษัท Third Wave Technologies Inc. พัฒนาเทคโนโลยี non-PCR based genetic probe
ซึ่งให้สมยานาม (ชื่อ) เป็น Invader assay มีหลักการวิจัย SNPs ( Single-nucleotide polymorphisms)
เป็น genotype วิเคราะห์ยีนส์ บริษัทได้ทำข้อตกลงกับ บริษัท Warner-Lambert ในการประเมินผลยา Drug discovery
และยังทำสัญญากับบริษัทยาหลายแห่ง เพื่อศึกษาและประยุกต์ใช้ยารักษาโรค และทำสัญญากับสถาบันวิจัยยีนส์
เช่นศูนย์ Sanger Center และ Cambridge University  ( ผู้เขียนอยากขยายความว่า

ปัจจุบันแพทย์วินิจฉัยโรคแต่ละครั้ง จะอาศัยผลแล็บหลายชนิดการทดสอบ เช่น Liver Function Tests เพื่อยืนยันโรคตับ,
Cardiac profile test ยืนยันโรคหัวใจ, Kidney Function Tests เพื่อยืนยันโรคไต
แต่ต่อในอนาคต มี genetic IVD tests จะบ่งชี้ชนิดโรคได้เลย แทบจะไม่ต้องการผลแล็บหลายตัวอย่างปัจจุบัน
ถ้าเทคโนโลยีใหม่มี genetic probe บ่งชี้โรค + วิธี lab-on-chip + เครื่องมือวัด อ่าน และโปรแกรมแปลผลโรค
ที่ครอบคลุมทุกโรคที่จะวินิจฉัยโรค ซึ่งเป็นไปได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งเราเดาได้ว่า เครื่องมือที่เห็นใช้อยู่ในแล็บขณะนี้
จะหดหายไปจากห้องแล็บครึ่งหนึ่ง จะเหลือวิธี routineไว้เพื่อสนับสนุนการติดตามการรักษาโรคของผู้ป่วย
และดูพัฒนาการของการรักษาบางส่วน เท่านั้น

ประเทศเล็กๆ อย่างอิตาลี ในสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติ มีฐานข้อมูลโมเลกุลของชิ้นโปรตีนสังเคราห์ synthetic oligonucleotides
ที่มีความยาวไม่เกิน 100 nucleotides อยู่ถึง 4300 ชิ้น และถือว่ามีจำนวนมากพอสำหรับการประยุกต์ใช้ใน DNA microarray
ให้สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติอิตาลี หน่วยงานสถาบันวิจัยยีนส์มนุษย์ National Human Genetic Research Institute ; NHGRI ของสหรัฐ
ใด้งบรัฐมากกว่า 1200 ล้านบาท เพื่อวิจัย SNPs มนุษย์กว่า 100,000 ชิ้น
เพื่อแจกจ่ายให้สาธารณะประโยชน์ Public Domain(ของสหรัฐเท่านั้น!)

ในขณะที่เอกชน บริษัท CuraGen Corp ประกาศการสะสม SNPs ให้ได้ 120,000 ชิ้น
บริษัทคู่แข่งอื่นๆที่สำคัญก็มี เช่น DeCode Genetics Inc., Celera Genomics และ Millenium Predictive Medicine Inc.
คาดว่าในปัจจุบันจะพบ SNPs ถึง 300,000 ชิ้น และสามารถนำไปจุดลงในแผนที่ยีนส์ mapping ได้มากถึง 150,000 แห่ง (ชิ้น)
หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบจำนวนที่แน่นอนของ DNA ของมนุษย์สมบูรณ์แล้ว (3000 ล้าน base-pairs)
ส่วนบริษัท Myriad Genetics มุ่งมั่นที่สิทธิบัตร ชิ้นยีนส์มะเร็งเต้านม BRCA1 และ BRCA2 นำมาใช้ในการผลิตเครื่องตรวจ
และยังมีตัวอย่าง SNPs สำคัญที่เผยแพร่แล้ว ชื่อย่อ เช่น apoE4 / apoE3 สำหรับตรวจจับโรคอัลไซเมอร์ Alzheimer
ที่ผู้ป่วยไม่จำเป็น ต้องเป็นวัยผู้สูงอายุ บางทีอาจมีชิ้นยีนส์ที่รู้ว่าคนวัยอื่นที่ดูปกติดีเวลานี้ แต่ตรวจจับได้ว่าเสื่ยงต่อโรคหลงลืมง่ายเมื่อสูงวัย

Molecular Diagnostics มีข้อเสียบ้างใหม?

มีคำวิจารณ์จากผู้ผลิตในเรื่องการ mapping ว่าปัญหาหนัก คือ ความล่าช้า และเทคนิคปัจจุบันขาดความเที่ยงตรง inaccuracy
และปัญหาการบริหารข้อมูลจำนวนมหาศาล (โปรแกรมไม่ดีพอ หรือช้า?) หากเป็นเช่นว่า ต่อไปก็คงหมดความนิยม
เหมือนเทคโนโลยี PCR ที่มีปัญหาของ งานยุ่งยาก (ไม่ง่ายเหมือนใช้เครื่อง automate ทางเคมีคลินิค)
ต้องทำด้วยมือ manual ใช้เวลารอนานในช่วง thermal cycling แถมราคาต่อ test แพงเพราะติดราคาสิทธิบัตรของ polymerase enzyme ( ของ ROCHE )
คงต้องรออีกหลายปี ให้หมดอายุสิทธิบัตรเสียก่อน (แล้วใครๆก็ลงแข่งขันผลิตกัน จะทำให้ราคา PCR ถูกลงเพราะไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตร)
แม้กระนั้น PCR ยังมีปัญหา inaccuracy เนื่องจาก accuracy ลดลงในแต่ละรอบของ amplification (ยิ่งมากรอบก็ยิงลด accuracy)
PCR มีการปนเปื้อน contaminate ง่าย ต้องระวังไม่ให้ผิดพลาดมากขึ้น ทำนองเดียวกันจะมีทางแก้ปัญหา inaccuracy ของ genetic tests ได้ดีเพียงใด?

และปัญหาสุดท้ายคือราคาสิทธิบัตรของเทคโนโลยีใหม่ที่แพงมาก (ธุรกิจลงทุนมากก็คิด cost สูงเป็นเงาตามตัว
ลองเปรียบเทียบกับค่าตรวจ tomography ว่าครั้งละกี่พันบางแห่งถึงหมื่นบาท เปรียบเทียบแล้วคงพอกัน
มันคงใช้ได้กับ รพ.ทุนทรัพย์มาก กับคนที่มีฐานะดี หรือญาติๆ ยากจนที่ต้องลงขันกันช่วยออกเงินให้ผู้ที่เป็นที่รักและมีบุญคุณได้ตรวจ)

วิสัยทัศน์และจุดยืนของนักเทคนิคการแพทย์ไทย

ประวัติศาสตร์ทางเทคนิคการแพทย์คงเป็นบทเรียนให้เราได้ กล่าวคือ ในยุคเริ่มต้น เมื่อ 30 – 40 ปี ที่แล้วมา
แม้ว่าเราต้องซื้อเครื่องแต่เราก็เตรียมน้ำยาทุกชนิดขึ้นใช้เองได้ เมื่อเรามีเครื่องอัตโนมัติเครื่องแรก ๆ เข้ามาในประเทศเรา
ก็รู้จักเตรียมน้ำยาเข้าเครื่องอัตโนมัติเอง ผู้ที่เรียนจบเทคนิคการแพทย์ในยุคต้นๆ หลายคนตั้งบริษัทผลิตน้ำยา manual reagent kit จำหน่าย
เรารู้จักซื้อสารเคมีบริสุทธิ์มาเตรียมน้ำยาเอง เมื่อถึงยุคเทคโนโลยี เอนไซม์-สับสเตรท เพราะเราให้ความรู้ในการเตรียมเอนไซม์ น้อยมาก
ไม่มีการเตรียมเครื่องมือที่จำเป็น ไม่มีการวิจัยเพื่อการผลิตเอนไซม์ เช่น ไม่มีนักวิจัยค้นหาแหล่งเอนไซม์ (จากสัตว์ พืช จุลชีพ)
ไม่สอนวิธีการแยกเอนไซม์แบบหยาบ crude enzymes extract และแบบบริสุทธิ์ Purify

ไม่สอนและวิจัยการเก็บรักษาเอนไซม์เป็นเวลานานๆได้อย่างไรเพื่อการผลิต เช่น การทำระเหิดแห้ง และไม่มีการวิจัยที่นำสิ่งที่เตรียมได้ มาทำ enzyme reagent หรือพัฒนา
ผู้เขียนพบแหล่งที่มีผู้พยายามเตรียมเอนไซม์ประปราย แต่ก็ขาดโอกาสทางนโยบายและการเงินจากผู้บริหาร สุดท้ายโอกาสก็มลายหายวับไป
มีการนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นๆ  สุดท้ายเป็นการนำเข้า 100 % (ลองไล่ tests ที่ใช้เอนไซม์ในปัจจุบันดูก็ได้ ว่ามี reagent kits อะไรที่ผลิตได้เองแบบครบสมบูรณ์)
นักวิชาการอาจจะอ้างว่าขาดความรู้ในเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่  หรือสถาบันหลักขาดเงิน ขาดงบประมาณ
น่าจะเป็นนักวิชาการขาดความรับผิดชอบต่อสังคมหรือวิชาชีพ หรือนักเทคนิคชอบความสะดวกสบาย ความสดวกมากกว่า
หรือผู้บริหารมีวิสัยทัศน์สั้นไป (ลองคิดหาสาเหตุ แล้วบอกให้ผู้เขียนทราบด้วยนะครับ)

พอมาถึง ยุค Immunoassay ยุคที่เรากระตือรือร้น การเรียนการสอนวิชาการทันสมัย
ยุคที่วิชาการความรู้เรื่อง ยีนส์ และ DNA พัฒนาเร็วจนเราตามไม่ทัน ยอมรับว่าความรู้ตามสถาบันการสอนมีท่วมท้น อาจารย์เก่งๆ มีมาก
แต่น่าเสียดายที่วิสัยทัศน์และความรับผิดชอบต่อสังคมวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ยังขาดหายไปเหมือนยุคที่แล้วมา
แม้มีงานวิจัยดีๆ เกิดขึ้นประปรายแต่ยังคงจำกัดอยู่ที่งานวิทยานิพนธ์นักศึษาและอาจารย์ ทำขึ้นแล้วก็เก็บขึ้นหิ้ง
ขาดการประยุกต์ลงสู่งานบริการทางห้องแล็บ (ที่มีประมาณ 2000 แห่งทั่วไทยต้องซื้อใช้)

ขาดกลไกของการสนับสนุนหรือการลงทุนต่อยอดให้เป็นบริษัทผลิตที่ยั่งยืน (ผู้เขียนฝันถึง “องค์การค้าเทคนิคเวชภัณฑ์ ”
โดยเห็นตัวอย่างของ “ องค์การเภสัชกรรม ” ของรัฐ, “ โอสถศาลา ” ของจุฬาฯ, “ องค์การค้าคุรุสภา” ของศึกษาธิการ
ที่มีบางส่วนของ เวชภัณฑ์ ที่ผู้เขียนไปซื้อมาทำแล็บก็มี เช่น เครื่องแก้ว เครื่องชั่ง น้ำกลั่น )
มีข่าวน่ายินดีอยู่บ้าง เช่น มีแพทย์อาวุโสท่านหนึง (ได้ถึงแก่กรรมแล้ว) ที่เป็นผู้ชักนำนักเทนิคการแพทย์ผลิต Immunoassay Reagent Kitหลายรายการ
มีข่าวนักเทคนิคการแพทย์ระดับผู้บริหารที่นำเข้าสารจำเป็น และผลิตน้ำยาทาง Immunoassay โดยมีการร่วมมือทางการค้า joint venture กับต่างประเทศ
และผลิตเป็นสินค้าส่งออก มีข่าวนักธุรกิจนักเทนิคการแพทย์ ขอการส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออก คือ BOI ของรัฐบาล
นำเข้าวัสดุต่างประเทศ มาผลิตเครื่องและน้ำยาวิเคราะห์ทาง electrophoresis เพื่อการส่งออก (export)
มีข่าวนักวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ทุนส่งเสริมจำนวนมากในการวิจัยจากรัฐาล และได้พัฒนาน้ำยา Immunoassay มีความตั้งใจผลิตใช้ในประเทศ
เป็นไปได้ แต่ดูเหมือนหน่วยการผลิตเป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ ขาดการควบคุมผลิตในระยะยาว
ขาดการสนับสนุนให้เป็นธุระการและการจัดการทางธุรกิจ เพื่อผลิตเป็นอุตสาหกรรม?  นอกจากนี้ ดูเหมือนค่านิยมของนักเทคนิคการแพทย์ไทยไม่นิยมสินค้าของไทย

หรืออาจเป็นเพราะขาดการประชาสัมพันธ์ที่สร้างความมั่นใจ?

ความเชื่อถือทางวิชาการและคุณภาพเพราะไม่มีเซลล์ไป detail?

และไม่มีโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์สวย ๆ ไปแจกให้อ่านทั่วๆ?  ทั้งๆ ที่มีข้อดีคือ ราคาถูก
ซึ่งแล็บสามารถประหยัดเพื่อรักษาฐานะทางเศรษฐกิจการเงินให้ชาติ หรือค่านิยม “ไทยใช้ของไทย เงินทองไม่รั่วไหลไปชาติอื่น”
บทสรุปจะลงเอยเป็นอย่างไร ในที่สุดพวกเราต่างก็คงคิดออกในทางประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม?
ซื้อของจากต่างประเทศบางทีอาจเป็นของ อินเดีย จีน เกาหลี?

Next-generation Gene Expression
Next-generation Gene Expression

ในยุคหน้า genetic IVD tests หากไม่มีการเตรียมการใดๆ เราคงเป็นทาสต่อไปอีกนาน
แม้ว่าจะมีสถาบันการศึกษาเทคนิคการแพทย์ ให้ความสนใจในความรู้และวิจัยทาง molecular technology
เพื่อสร้างผลงานวิจัยลงวารสารต่างประเทศ หรือสร้างความก้าวหน้าทางตำแหน่งวิชาการ
บางแห่งก็ให้วิชาการตื้นๆกับนักศึกษา ให้รู้จักหลักการและชี้เครื่องมือใหม่ๆ เช่น PCR
จะได้มีแล็บที่เชิดหน้าชูตาต่อคนต่างชาติ และ/หรือสนองความต้องการสั่งตรวจของแพทย์

บางแห่งก็ลงลึกทางวิชาการมากขึ้น เช่น สามารถแยก DNA  สามารถทำ sequence ของ DNA ทำแล็บ PCR ได้
บางแห่งทำการติด ชิ้นยีนส์ (สั่งซื้อ) บ่งชี้ชนิดเชื้อโรคเข้ากับ carbon strip electrode แล้วนำไปเป็น Biosensor  เป็นต้น
แต่ก็คงมุ่งหมายเป็นการศึกษาหาความรู้ ความเป็นไปได้ที่จะ apply ไปเป็นการตรวจทางแล็บได้จริง ใช้ทุนหลวง พอทำจบ ได้ความรู้แล้วเก็บขึ้นหิ้ง

นักวิจัยไทยส่วนใหญ่ยังห่างไกลในการวิจัยค้นหาชิ้นยีนส์ SNPs ที่ชี้โรค
(มันเปรียบเหมือนกุญแจสำคัญของการวินิจฉัยโรค หน้าที่ของเทคนิคการแพทย์ คือใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ช่วยแพทย์วินิจฉัยโรค)
อาจมีอาจารย์บางท่านวิจัยหาชิ้น DNA ได้และส่งไปผลงานเข้า gene data bank หากเป็นจริง ก็คงเป็นเสี้ยวของเสี้ยว
หรือหนึ่งในแสนชิ้น แต่ไม่เก็บสะสม จึงไม่พอใช้คือไม่มากพอ ในการสร้างแผ่น microarray ของ ชิ้น genes
สถาบันวิจัยของนักเทคนิคการแพทย์ยังขาดเครื่อง load แผ่น microarray ที่ต้องนำปริมาณยีนส์ น้อยมากๆ
ระดับพ่นหยดละอองขนาด picogram ลงจุดที่แผ่น (วัสดุอาจเป็น แผ่นแก้ว, แผ่นพลาสติค,หรือแผ่น silicon plate)
เรายังขาดความรู้ และขาดการทดลองวิจัยขั้นต่อๆไป เช่น การติดสารขยายการตรวจจับบน DNA

(เช่น สารเรืองแสง) สร้างเครื่องอ่านและเขียนโปรแกรมแปลผลชี้ชนิด “โรค” ของผู้ป่วย
หรือวินิจฉัยโรค จากจุดชิ้นยีนส์ที่มีในสต๊อค บทสรุปสุดท้ายประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมของไทยหรือไม่  คือ ซื้อของแพงใช้ต่อไป!

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ อเมริกา แถลงการณ์ในการได้รับสิทธิครอบครองสถาบันพันธุวิศวกรรมไลฟ์เจน เทคโนโลยีอย่างเป็นทางการ (LifeGen Technologies)
ซึ่งไลฟ์เจนเป็นบริษัทที่ดำเนินงานและมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการวิจัยและค้นคว้าด้านรหัสพันธุกรรม หรือยีน ตั้งอยู่ที่เมืองเมดิสัน มลรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอมเริกา
โดย นู สกิน ได้ใช้เงินลงทุน 11.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 351 ล้านบาท เพื่อให้ได้รับสิทธินี้ และการลงทุนในครั้งนี้ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้งหมดของไลฟ์เจน
ไม่ว่าจะเป็นคลังเนื้อเยื่อ ฐานข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกของยีน สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยยีนส์เพื่อการต่อต้านความชรา จะถูกโอนเป็นกรรมสิทธิของ นู สกิน โดยทันที

นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังได้ลงนามในสัญญาร่วมกันกับ ดร. ริชาร์ด เวนดรอช และดร. โทมัส พรอลล่า ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งไลฟ์เจน ในการค้นคว้าวิจัย
และพัฒนาผลงานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ รวมไปถึงการให้คำปรึกษา และข้อตกลงในการไม่ทำงานให้บริษัทที่เป็นคู่แข่งของ นู สกิน
โดยทั้งดร.ริชาร์ด และดร.โทมัส จะเป็นหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ดูแลการค้นคว้าวิจัยที่ฐานการวิจัยเมืองเมดิสัน
รวมทั้งจะดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านศาสตร์แห่งการต่อต้านความชราของ นู สกิน อีกด้วย

Dr. Angela Mastaloudis
Dr. Angela Mastaloudis

ดร.โจเซฟ แชง หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน กล่าวว่า…

เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับสิทธิในการครองครองสถาบันไลฟ์เจนอย่างสมบูรณ์
ซึ่งเราเชื่อว่าการได้รับสิทธิในครั้งนี้ เป็นการช่วยเสริมจุดยืนของ นู สกิน ในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการต่อต้านความชราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
โดย นู สกิน ได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของไลฟ์เจน ในผลงานวิจัย และการค้นพบ
ทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่เกี่ยวกับกลุ่มยีนที่เป็นต้นตอของความชรา ซึ่งใช้เวลาในการศึกษามากกว่า 30 ปี รวมทั้งขั้นตอน
และระเบียบวิธีการในการชี้เฉพาะกลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมชรา โดยตลาดต่อต้านความชราทั่วโลกถูกจับตามองว่าจะมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

“การที่เราได้กรรมสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินทางวิทยาศาสตร์ของสถาบันไลฟ์เจน ผนวกกับความเชี่ยวชาญของทีมนักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน
ทำให้เรามั่นใจว่าเราจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราระดับสุดยอดนวัตกรรม
เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถคงความอ่อนเยาว์ตราบนานเท่านาน” ดร.โจเซฟ แชง กล่าวเพิ่มเติม

Genes Cluster
Genes Cluster

ทั้งนี้ นู สกิน เริ่มร่วมมือทางวิทยาศาสตร์กับสถาบันไลฟ์เจนตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งการวิจัยเกี่ยวกับยีนของไลฟ์เจน
ได้นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราระดับสุดยอดนวัตกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดอย่างเอจล็อคอาร์สแควร์

“เรามีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว นู สกิน  ซึ่งเราได้มีการค้นคว้าและทำความเข้าใจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแสดงออกของกลุ่มยีน และสารอาหารจากธรรมชาติ ในการช่วยต่อต้านความเสื่อมชรา” และดร.ริชาร์ด เวนดรอช กล่าว

ดร. โทมัส พรอลล่า กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการทำงานร่วมกันระหว่างไลฟ์เจนและ นู  สกิน
จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอความเสื่อมชราได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก”

ดร.โจเซฟ แชง กล่าวปิดท้ายว่า “เราได้นำข้อมูลการวิจัยของสถาบันไลฟ์เจน มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคเทคโนโลยี (ageLOC)
ที่จะเปิดตัวในปี 2013 โดยเราได้ค้นพบปรากฏการณ์ใหม่ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนัก และการมีอายุที่ยืนยาว
ซึ่งสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาความเสื่อมชราได้โดยเฉพาะ และจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น
เรามีความมั่นใจว่าการผนึกกำลังระหว่างสถาบันไลฟ์เจน และ นู สกิน ในครั้งนี้ จะทำให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่สุด
แห่งนวัตกรรมในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราได้ในอีกไปกี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน”

ปัจจุบันเรามีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา ได้แก่..

IN-SIDE OUT

– ageLOC® Y-span
– ageLOC® R2
– ageLOC® TR90

OUT-SIDE IN
– ageLOC® Me
– ageLOC®  Galvanic Spa
– ageLOC® Transformation
– ageLOC® Tru Face® Essence Ultra

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ URL ด้านล่างนี้
//www.ageloc2u.com/index.php/2015/11/08/nuskin-ageloc-innovation/

Leave comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *.